วิธีทำให้ร้านอาหารในพัทยาติด Google
เมื่อนักท่องเที่ยวบนถนนเลียบหาดพิมพ์ว่า "ร้านซีฟู้ดใกล้ฉัน" Google ตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะแสดงร้านไหน นี่คือสิ่งที่ Google ดู และสิ่งที่คุณแก้ได้ภายในสัปดาห์นี้
1. ยืนยันและกรอก Google Business Profile ให้ครบ
Business Profile คือการ์ดร้านที่ขึ้นบน Google Maps และในการค้นหาแบบ "ใกล้ฉัน" สำหรับร้านอาหารส่วนใหญ่ การ์ดนี้พาลูกค้ามามากกว่าตัวเว็บไซต์เสียอีก จึงควรเริ่มจากตรงนี้
- ยืนยันความเป็นเจ้าของที่ google.com/business ให้เสร็จ
- เลือกหมวดหมู่หลักให้ตรงที่สุด เช่น "ร้านอาหารทะเล" ไม่ใช่แค่ "ร้านอาหาร"
- ใช้ชื่อร้านจริง การใส่คีย์เวิร์ดเพิ่มในชื่อผิดกฎของ Google และอาจทำให้โปรไฟล์ถูกระงับ
- ใส่เวลาเปิดปิด รวมถึงเวลาพิเศษในวันหยุดอย่างสงกรานต์
- ใส่เบอร์โทร เว็บไซต์ ลิงก์เมนู และลิงก์จองหรือสั่งอาหาร
- อัปโหลดรูปจริง ทั้งหน้าร้าน บรรยากาศ วิว และเมนูเด่น
2. มีเว็บไซต์ที่ Google อ่านเข้าใจ
แค่เพจ Facebook ยังไม่พอ Google จัดอันดับหน้าที่อ่านได้เร็วและเข้าใจได้ และเว็บไซต์คือปลายทางที่ควรลิงก์จาก Business Profile ของร้าน
- โหลดเร็วบนมือถือ ลูกค้าในพัทยามักค้นหาผ่าน 4G ระหว่างเดินอยู่บนถนน
- เมนูเป็นตัวอักษรจริงพร้อมราคา ไม่ใช่แค่รูปหรือไฟล์ PDF
- มีหน้าภาษาไทยและอังกฤษแยกกัน ให้แต่ละภาษาติดอันดับได้เอง
- ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร ตรงกับ Business Profile ทุกที่
- มีข้อมูลโครงสร้าง (schema) ที่บอก Google เรื่องเวลาเปิด เมนู และที่ตั้ง
3. เขียนให้ตรงกับคำที่คนค้นหาจริง
ลูกค้าไม่ค่อยค้นหาชื่อร้าน แต่ค้นหาสิ่งที่อยากได้และสถานที่ เช่น "Thai food Jomtien" "sunset bar Pattaya" หรือ "ร้านอาหาร นาเกลือ" ใส่คำเหล่านี้ในที่ที่ควรอยู่ คือชื่อหน้า หัวข้อ และย่อหน้าแรก โดยเขียนให้คนอ่าน ไม่ใช่เขียนให้หุ่นยนต์
4. เก็บรีวิวอย่างถูกวิธี
- ขอรีวิวจากลูกค้าที่พอใจในจังหวะที่เหมาะ เช่น QR บนบิลหรือบนโต๊ะ
- ตอบทุกรีวิว ในภาษาที่ลูกค้าเขียนมา
- ห้ามซื้อรีวิวหรือให้ส่วนลดแลกรีวิว ผิดนโยบายของ Google และอาจทำให้รีวิวทั้งหมดถูกลบ
5. อัปเดตสม่ำเสมอและวัดผล
อัปเดตรูปและเวลาเปิดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง โพสต์อีเวนต์ของร้าน และเช็กเครื่องมือฟรีสองตัวเดือนละครั้ง คือหน้า Performance ใน Business Profile และ Google Search Console สำหรับเว็บไซต์ ทั้งสองบอกว่าคำค้นหาไหนพาลูกค้ามาหาคุณ